แผ่นดินไหว 8 : Thummech.com

 บทความ
 อิเล็กทรอนิกส์
 ทฤษฏีสัมพัทธภาพ
 ไครโอเจนิกส์
 เฮลิคอปเตอร์
 เกียร์อัตโนมัติ
 โทรศัพท์มือถือ
 ยาง
 รถไฟความเร็วสูง
 คลัตช์ และกระปุกเกียร์ธรรมดา
 เจ็ทแพ็ค
 แผ่นดินไหว
 คู่มือ ต้องรอด
 โรงไฟฟ้าพลังน้ำ
 ดาวเทียม
 เชื่อมโลหะใต้น้ำ
 กังหันลมผลิตไฟฟ้า
 เครื่องยนต์ดีเซล
 เครื่องยนต์เบนซิน
 คัมภีร์สงครามซุนวู ฉบับเข้าใจง่าย
 โลหะ
 ฟิสิกส์
 ปัญหาพระยามิลินท์
 ยานยนต์สมัยใหม่
 แมคาทรอนิกส์
 เครื่องกล 6 แกน
 เครื่องยนต์เจ็ท
 หุ่นยนต์
 สินค้า ผลงาน
 เขียนแบบ
 ออกแบบ คำนวณ
 วางโครงการ
วันนี้ 263
เมื่อวาน 423
สัปดาห์นี้ 686
สัปดาห์ก่อน 2,826
เดือนนี้ 8,312
เดือนก่อน 19,285
ทั้งหมด 557,195
  Your IP :54.166.188.64

มาตราริกเตอร์ แสดงค่าออกมาในรูปแบบค่าของ ลอการีทึม (Logarithmic; log10n) ความหมายง่าย ๆ ก็คือ ค่าที่เกิดขึ้นมา เกิดจากการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดทีละ 10 – 1,000 เท่า ตามความรุนแรงของแผ่นดินไหว เพิ่มขึ้นตามช่วงกว้างของคลื่น (Wave amplitude) ของเครื่องวัดแผ่นดินไหวที่วัดได้ เช่น สมมติว่า ความกว้างคลื่นในแผ่นดินไหววัดได้ระดับ 6 ริกเตอร์ ความรุนแรงเป็น 10 เท่า แต่ถ้าเพิ่มเป็น 7 ถึง 9 แล้วความรุนแรงก็จะเพิ่มเป็น 100 เท่า นี้ยกตัวอย่าง

 

รูปค่าที่เพิ่มขึ้นจะเป็นทวีคูณตามหลักลอการีทึม

แนะนำเพื่อให้อ่านได้ต่อเนื่องให้ คลิกขวาเลือก Open link in new window

 

      พลังงานของแผ่นดินไหวที่ปลดปล่อยออกมา จะสัมพันธ์กับพลังในการทำลายล้าง ซึ่งสามารถวัดได้ 1.5 เท่าของขนาดความรุนแรงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่มีขนาดความรุนแรงต่างกัน 1  ริกเตอร์ ขนาดจะมีค่าเพิ่มขึ้นเท่ากับ 31.7 เท่า (log1031.7 = 1.5 ดังนั้น (101)(1.5) = 31.7) ตัวอย่างในพลังงานที่แผ่นดินไหวได้ปล่อยออกมา ที่มีความแตกต่าง 2 ริกเตอร์ จะมีค่าขนาดความรุนแรงเท่ากับ 1,000 (log101,000 = 3 ดังนั้น (102)(1.5) = 1,000 )

 

รูปค่าความรุนแรงตามขนาดมาตราริกเตอร์

 

วิดีโออธิบายความรุนแรงของแผ่นดินไหวตามมาตราริกเตอร์

 

      จากที่กล่าวก่อนหน้านี้ แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในโลก ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กมาก ส่วนใหญ่ที่เครื่องวัดแผ่นดินไหวจะจับได้จะมีค่าไม่น้อยกว่า 3 ริกเตอร์ แรงสั่นสะเทือนเหล่านี้ เรียกว่า แรงสั่นสะเทือนขนาดเล็กมาก (Microquakes) โดยมนุษย์จะไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกได้ โดยทั่วไปแล้วเรามักจะไม่ค่อยได้ยินเรื่องความเสียหายจากแผ่นดินไหวที่เกิดต่ำกว่า 4 ริกเตอร์

 

รูปการวัดขนาดแผ่นดินไหวตามแต่ละสถานีวัด

 

      เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้น แล้วเครื่องมือวัดจับค่าได้ จากนั้นก็จะทำการคำนวณในทันทีที่นักวิทยาศาสตร์สามารถเปรียบเทียบข้อมูลจากความแตกต่างของสถานีวัดแผ่นดินไหว โดยจะใช้เวลาไม่นานก็จะทราบลำดับความรุนแรงตามมาตราริกเตอร์

 

รูปสถานีวัดแผ่นดินไหวจับค่าการสั่นไหวได้

 

      ส่วนในการจัดอันดับตามมาตราเมอร์คัลลี่ จะกระทำตรงข้ามกัน มันจะไม่สามารถคำนวณหาได้ จนกว่าจะได้รับการตรวจสอบ และได้มีเวลาคุยกับประจักษ์พยานจำนวนมากในช่วงที่เกิดแผ่นดินไหว เมื่อได้ข้อมูลในช่วงเกิดความเสียหายแล้ว นักวิทยาศาสตร์จะใช้เกณฑ์เมอร์คัลลี่ ทำการตัดสินใจเกี่ยวกับการประเมินที่เหมาะสม

 

 

9. เมื่อเกิดแผ่นดินไหวในทะเล ทำไมจึงเกิดคลื่นสึนามิ?

 

วิดีโอจำลองการเกิดคลื่นสึนามิ

 

รูปทุ่นตรวจจับแผ่นดินไหวในทะเล

 

 

      เมื่อเกิดแผ่นดินไหวนอกชายฝั่ง ก็จะเกิดคลื่นเข้ากระทบกับชายฝั่ง จะมีขนาดใหญ่ หรือขนาดเล็ก ก็ขึ้นอยู่กับขนาดความรุนแรงของการเกิดการไหวสะเทือน เมื่อเกิดแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงในทะเล ก็จะเกิดคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าสู่ชายฝั่ง ถ้าบริเวณนั้นมีสิ่งปลูกสร้าง หรือผู้คนอาศัยอยู่ ก็จะสร้างความเสียหายเกิดขึ้น คลื่นที่เกิดขึ้นแล้วมีขนาดยักษ์เราเรียกว่า สึนามิ (Tsunami: มาจากภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า คลื่นท่าเรือ)

 

      การเกิดคลื่นสึนามิเกิดจากพื้นใต้ทะเลเกิดเปลี่ยนแปลงรูปร่างจนพื้นใต้น้ำเกิดแทนที่ของน้ำอย่างรุนแรงในแนวตั้ง จนทำให้น้ำที่มีมวลมหาศาลเกิดการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง

 

      ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดสึนามิ มีหลายสาเหตุ เช่น การเกิดแผ่นดินไหว, การระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเล, แผ่นดินถล่มใต้ทะเล เกิดการถ่ายเทพลังงานให้แก่น้ำ และมวลของน้ำก็จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงแผ่กระจายออกไปจนทำให้เกิดคลื่นยักษ์ขึ้น 

 

รูปการเกิดคลื่นสึนามิเข้าหาชายฝั่ง

 

      ในขณะที่น้ำถูกแทนที่ด้วยพื้นดิน ซึ่งแผ่นเพลทมหาสมุทรที่มีความหนาแน่นใต้แผ่นทวีปในกระบวนการที่เรียกว่า การมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก (Subduction)

     

      ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วง มันพยายามที่จะฟื้นปรับความสมดุลของแผ่นดิน จนทำให้มันก่อรูปร่างเป็นคลื่นยักษ์ การเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลถ้ามีความรุนแรง ก็มักจะทำให้เกิดคลื่นสึนามิ

 

วิดีโออธิบายเรื่องสึนามิ

 

 

ข้อคิดดี ๆ ที่นำมาฝาก

 

“ในยามรุ่งเรือง เพื่อนจะรู้จักเรา

แต่ในยามวิกฤติ เราจะรู้จักเพื่อน”

John Churton Collins

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ผมไม่ได้ล้มเหลว 10,000 ครั้ง

แต่ผมเจอวิธีที่ไม่ใช่คำตอบ 10,000 วิธีต่างหาก

มีวิธีที่ดีกว่าเสมอ ค้นหามันให้เจอ”

Thomas Alva Edison

 

 

http://www.rspg.org/thaigov_rspg/tsunami/tsm_4.htm

คลื่นสึนามิ เรียกอีกอย่างได้ว่า "คลื่นทะเลที่เกิดจากแผ่นดินไหว" (seismic sea waves)แต่มักเรียกกันผิดๆ ว่า "คลื่นน้ำขึ้นน้ำลง" (tidal wave) มักจะเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหว หรือบางครั้งเกิดจากแผ่นดินใต้ทะเลถล่ม หรือเกิดจากภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิด (แต่ไม่บ่อยครั้งนัก)  หรือเกิดจากลูกอุกาบาตพุ่งลงทะเล (แต่ก็น้อยครั้งมาก) การระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเลนั้น อาจก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่มีความรุนแรงได้ ตัวอย่างเช่นการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟการากะตัว (krakatau) ในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 1883 ส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิสูงประมาณ 40 เมตร เข้าถล่มบริเวณชายฝั่ง พร้อมทั้งทำลายหมู่บ้านตามชายฝั่งราบเป็นหน้ากลองและมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30,000 คน
          ทุกภูมิภาคของโลกที่อยู่ติดมหาสมุทรมีโอกาสที่จะโดนคลื่นสึนามิได้ทั้งหมด ทั้งนี้ประเทศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกและในทะเลต่างๆ ที่อยู่ชายขอบ มีโอกาสถูกคุกคามจากคลื่นสึนามิ ขนาดใหญ่บ่อยกว่าประเทศอื่นๆ เพราะมีแผ่นดินไหวรุนแรง  ตามแนวใกล้ขอบของมหาสมุทรแปซิฟิกเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยมาก
 

 

 

 

          
         

 

 

ภาพอธิบายการเกิดแผ่นดินไหวและการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกในเชิงธรณีวิทยา ได้แบ่งโครงสร้างของโลกเป็น 3 ส่วนใหญ่ เรียกว่า เปลือกโลก (Crust) เนื้อโลก (Mantle) และแกนโลก (Core) แผ่นเปลือกโลกจะประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่  (1) ธรณีภาคชั้นนอก หรือ ลิโทสเฟียร์ (Lithosphere) ซึ่งเป็นส่วนเปลือกโลกส่วนที่เป็นของแข็งห่อหุ้มอยู่ชั้นนอกสุดของโลก และเป็นแผ่นขนาดเล็กจำนวนมากมีความหนาประมาณ 70-250 กิโลเมตร (40-150 ไมล์) (2) ฐานธรณีภาค หรือ แอสเทโนสเฟียร์ (Asthenosphere) เป็นส่วนบนสุดของชั้นเนื้อโลก มีลักษณะเป็นหินหลอมเหลวที่เรียกว่า หินหนืด (Magma) มีความอ่อนตัวและยืดหยุ่นได้ อยู่ลึกจากผิวโลกลงไป 100-350 กิโลเมตร
.................................................................................................................................................
ทฤษฎีแผ่นเปลือกโลก
          ทฤษฎีแผ่นเปลือกโลก (plate tectonics) สมมุติภาพผิวโลกว่าประกอบด้วยแผ่นหินเปลือกโลก (lithospheric plates) ที่หนาประมาณ 70-250 กิโลเมตร (40-150 ไมล์) จำนวนไม่กี่แผ่น ลอยเลื่อนไปมาอยู่บนผิวโลกชั้นล่างที่เหลวและเหนียวหนืด (asthenosphere) แผ่นเปลือกโลกเหล่านี้ครอบคลุมผิวโลกทั้งหมด ทั้งที่เป็นทวีปและพื้นมหาสมุทร โดยที่มีการเคลื่อนตัวไปมาระหว่างกันในอัตราไม่เกิน 10 เซนติเมตรต่อปี  บริเวณที่แผ่นเปลือกโลกสองแผ่นมาสัมผัสกัน เรียกว่า "บริเวณขอบแผ่น" (plate boundary) (อาจเห็นภาพง่ายกว่าหากเรียกว่า "บริเวณรอยต่อระหว่างแผ่น") การบอกชนิดจะกำหนดตามวิธีเคลื่อนที่ของแผ่นหนึ่งเมื่อเทียบกับอีกแผ่นหนึ่ง รอยต่อระหว่างแผ่นมีหลายแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีเคลื่อนตัวที่แผ่นหนึ่งกระทำต่ออีกแผ่นหนึ่งซึ่งวิธีเคลื่อนตัวมีอยู่ 3 แบบ คือ

1.     แบบกระจายตัว (spreading) คือเมื่อแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นเคลื่อนที่ออกจากัน

2.     แบบมุดตัว (subduction) คือแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนเข้าหากัน โดยที่แผ่นเปลือกโลกแผ่นหนึ่งมุดเข้าไปอยู่ใต้เปลือกโลกอีกแผ่นหนึ่ง และ

3.     แบบเปลี่ยนรูป (transform) คือแผ่นเปลือกโลกจำนวนสองแผ่นเคลื่อนที่ในแนวนอนผ่านซึ่งกันและกัน บริเวณที่มีโอกาสสูงในการเกิดคลื่นสึนามิได้คือ บริเวณที่แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนแบบมุดตัว (subduction zone) ซึ่งสามารถสังเกตได้จากแนวร่องลึกใต้มหาสมุทร (deep ocean trenches) และเกาะที่เกิดจากภูเขาไฟ หรือแนวภูเขาไฟที่ผุดขึ้นมาคู่กับร่องลึกในบริเวณขอบมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณดังกล่าวนี้ในบางครั้งเรียกว่า วงแหวนแห่งไฟ (The Ring of Fire)
แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ
          แผ่นดินไหวอาจเกิดมาจากภูเขาไฟระเบิด แต่แผ่นดินไหวส่วนใหญ่เกิดจากการเคลื่อนที่บริเวณรอยแตกของเปลือกโลก แผ่นดินไหวระดับที่มีความรุนแรงมากหรือที่ปล่อยพลังงานเท่ากับร้อยละ 80 ของพลังงานที่เกิดจากแผ่นดินไหวทั่วโลก มักจะเกิดขึ้นในบริเวณที่เกิดการมุดตัว ซึ่งพื้นผิวโลกใต้มหาสมุทรมีการเคลื่อนตัวมุดเข้าไปใต้พื้นแผ่นทวีปหรือใต้แผ่นท้องมหาสมุทรที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นมาใหม่

คลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวในทะเลญี่ปุ่นกำลังเคลื่อนตัวเข้าถล่มเกาะโอกุชิริ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ปี 1983 ระดับน้ำหนุนในภาพมีความสูง 5.9 เมตร (19 ฟุต) แต่ระดับน้ำหนุนวัดได้ที่จังหวัดอากิตะ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวไปทางตะวันออกประมาณ 100 กิโลเมตร มีระดับสูงถึง 14 เมตร (45 ฟุต) และมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้รวมทั้งหมด 100 คน ในจำนวนนี้ 3 คนเสียชีวิตที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งคลื่นยักษ์เดินทางมาถึงภายหลังเกิดแผ่นดินไหวแล้วชั่วโมงครึ่ง (รายงานของมหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่น)

          แผ่นดินไหวใช่ว่าจะทำให้เกิดคลื่นสึนามิทุกครั้งไป คลื่นสึนามิจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อแผ่นดินไหวที่รอยแตกของเปลือกโลกนั้นต้องอยู่ใต้หรือใกล้กับมหาสมุทร และไปทำให้พื้นสมุทรมีการเคลื่อนที่ในแนวตั้ง (ขนาดความสูงหลายเมตร) ในพื้นที่กว้าง (ถึงหนึ่งแสนตารางกิโลเมตร) แผ่นดินไหวในบริเวณน้ำตื้น (ลึกไม่เกิน 70 กิโลเมตร หรือ 42 ไมล์) ตามแนวการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก เป็นตัวการก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่มีอานุภาพในการทำลายสูงที่สุด  กลไกที่ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ คือ ปริมาณการเคลื่อนไหวทั้งแนวตั้งและแนวนอนของพื้นสมุทร ความกว้างของบริเวณที่เกิดการเคลื่อนไหว การทรุดตัวของชั้นตะกอนใต้ทะเลที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการสั่นสะเทือน และประสิทธิภาพของการถ่ายเทพลังงานจากเปลือกโลกไปยังน้ำในมหาสมุทร (อ่านต่อ)

 
       

 

 

Share on Facebook
 
Google

WWW
http://www.thummech.com/
ฟังเพลงออนไลน์ คลิกเลย
 
Copyright © 2013-2015 Thummech All Rights Reserved. 
Powered by  ThaiWebPlus 
คนธรรมดามีความรู้คือคนฉลาด คนฉลาดมีความเข้าใจคือคนธรรมดา